เห็นข่าวว่าหนี้ครัวเรือนไทยลดลง หลายคนอาจคิดว่าแปลว่าคนไทยเริ่มเบาหนี้และมีเงินเหลือมากขึ้นแล้ว แต่ความรู้สึกของคนที่ต้องจ่ายค่างวดบ้าน ผ่อนรถ หรือรับมือกับรายได้ที่ไม่แน่นอน อาจยังไม่เป็นแบบนั้น
ข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 85.2% ลดจาก 86.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่ตัวเลขนี้ยังเล่าเรื่องไม่หมดครับ
หนี้ต่อ GDP ลด แปลว่าหนี้ทุกบ้านลดหรือเปล่า?
สัดส่วนหนี้ต่อ GDP คือการนำยอดเงินกู้ของภาคครัวเรือนมาเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำหนด ธปท. คำนวณโดยใช้ GDP ย้อนหลังรวม 4 ไตรมาส ดังนั้นสัดส่วนนี้อาจลดลงได้เมื่อ GDP โตเร็วกว่ายอดหนี้ แม้ยอดหนี้รวมจะยังไม่ได้ลดลงมาก
ตัวอย่างในไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 16.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ 85.2% จึงยังสรุปไม่ได้ว่าครัวเรือนทั่วไปมีหนี้น้อยลง หรือมีความสามารถในการจ่ายหนี้ดีขึ้นแล้ว
บางครั้งหนี้โตช้า เพราะกู้ยากขึ้น
SCB EIC มองว่าการลดลงของสัดส่วนหนี้รอบนี้ส่วนหนึ่งสะท้อนว่าครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่ารายได้ของทุกบ้านฟื้นตัวดีแล้ว โดยสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่บางครัวเรือนหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้อื่น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์หรือโรงรับจำนำ
ภาพนี้ต่างจากการทยอยปลดหนี้เพราะมีเงินเหลือจ่ายเพิ่ม ถ้ารายได้ยังไม่แน่นอน แต่จำเป็นต้องลดการใช้จ่ายหรือกู้เพิ่มไม่ได้ ภาระก็ยังรู้สึกหนักได้ แม้ตัวเลขหนี้ต่อ GDP จะลดลงก็ตาม
น้ำลดแล้ว แต่รายได้กับค่าใช้จ่ายอาจยังไม่กลับมาเหมือนเดิม
น้ำท่วมทำให้บางคนเดินทางไปทำงานไม่ได้ ร้านค้าต้องปิดชั่วคราว หรือมีชั่วโมงทำงานลดลง ขณะเดียวกันก็มีค่าใช้จ่ายซ่อมบ้าน รถ และของใช้ที่เสียหายเข้ามาเพิ่ม รายได้อาจหายไปก่อน แต่ค่างวดและค่าใช้จ่ายประจำยังรออยู่เหมือนเดิม
สถานการณ์นี้เห็นได้ทั้งในข้อมูลเศรษฐกิจและเสียงที่คนคุยกันบนโซเชียล ในกระทู้ Reddit ที่แชร์ข่าวว่าร้านอาหารบางแห่งในกรุงเทพฯ มียอดขายลดลงได้ “สูงสุดถึง 80%” มีผู้ใช้ตั้งข้อสังเกตว่าต้องดูด้วยว่าเป็นยอดขายของร้านใดและวัดในช่วงเวลาไหน ข้อมูลต้นทางระบุว่าเป็นรายงานจากผู้ประกอบการบางราย จึงไม่ควรตีความว่าเป็นยอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารทั้งหมด หรือเป็นตัวแทนรายได้ของทุกครัวเรือน
ส่วนความช่วยเหลือภาครัฐก็มีการทยอยจ่าย โดย Thai PBS รายงานว่า ณ เช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2569 มีการโอนเงินเยียวยาสำเร็จแล้ว 390,366 ครัวเรือน รวมประมาณ 3,037 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นยอดโอนที่สำเร็จ ณ เวลารายงาน ไม่ได้หมายความว่าผู้ประสบภัยทุกคนได้รับเงินครบแล้ว
ถ้าได้รับผลกระทบ ควรเช็กสิทธิและเงื่อนไขให้ตรงกับตัวเอง
รัฐบาลระบุว่ามีสินเชื่อฟื้นฟูอาชีพสำหรับผู้ค้ารายย่อย วงเงินสูงสุด 300,000 บาทต่อราย โดยคิดดอกเบี้ย 0% ในช่วง 3 เดือนแรก ส่วนผู้ที่มีหนี้หรือค่าใช้จ่ายที่พักอาศัย ควรตรวจสอบกับหน่วยงานหรือผู้ให้สินเชื่อโดยตรงว่ามีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงกับพื้นที่และสัญญาของตนหรือไม่ เพราะแต่ละโครงการมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างกัน
ก่อนกู้เพิ่ม ลองจดรายได้ที่คาดว่าจะได้รับในเดือนนี้ เทียบกับค่าใช้จ่ายจำเป็นและยอดที่ต้องชำระ เพื่อดูว่าขาดอยู่เท่าไร หากเริ่มเห็นว่าจะจ่ายไม่ทัน ควรติดต่อเจ้าหนี้ผ่านช่องทางทางการตั้งแต่เนิ่น ๆ และถามให้ชัดว่าการพักชำระหรือปรับเงื่อนไขจะมีผลต่อยอดหนี้และดอกเบี้ยอย่างไร
หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ได้บอกฐานะของทุกบ้านได้ทั้งหมด เวลามองข่าวตัวเลขหนี้ จึงควรดูทั้งยอดหนี้ รายได้ ความสามารถในการกู้ และเหตุการณ์ที่ทำให้เงินสดสะดุดไปพร้อมกันครับ
ข้อมูลอ้างอิง
ธนาคารแห่งประเทศไทย: เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน
ThaiPublica สรุปบทวิเคราะห์ SCB EIC: หนี้ครัวเรือนลด แต่ความเสี่ยงยังอยู่
Thai PBS: ยอดโอนเงินเยียวยาน้ำท่วม ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2569
รัฐบาลไทย: มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูอาชีพสำหรับผู้ค้ารายย่อย
The Straits Times: รายงานผลกระทบน้ำท่วมต่อร้านอาหารบางแห่งในกรุงเทพฯ
